สวย สุข สนุกครบ กับธรรมชาติที่ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์

0

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดในภาคกลางตอนล่างมีเขตแดนติดต่อกับภาคใต้ เป็นจังหวัดที่ต้องใช้เวลาในการขับรถผ่านนานที่สุด เพราะลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดนี้เป็นแนวตั้ง ตัวอำเภอจึงอยู่เรียงกันเป็นชั้นจากบนลงล่าง ดั้งนั้นเราจึงต้องเดินทางผ่านทั้ง 8 อำเภอก่อนจะผ่านไปยังจังหวัดชุมพรได้ เริ่มตั้งแต่อำเภอหัวหิน ถิ่นนี้เป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวเด็กแนวที่ต้องการมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ แต่ไฝว้หาความสนุกและความสะดวกสบายแบบชีวิตในเมือง ต่อด้วยอำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี อำเภอเมือง อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย แต่ละอำเภอก็มีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจแตกต่างกัน

คู่หูพาเที่ยวฉบับนี้ ภูมิใจนำเสนอการท่องเที่ยวที่ดูเผินๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วเรากับหลงเสน่ห์อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์แห่งนี้ไปแบบเต็มๆ ทั้งความสวยงาม ความสุขสงบ และความสนุกสนาน…
เราเริ่มต้นการเที่ยวทริปนี้ด้วยความอยากที่จะไปถ่ายภาพมุมสูงเมืองสามอ่าว บนยอดเขาช่องกระจก จึงจัดแจงจองที่พักที่อ่าวมะนาว กองบิน 5 “ฟ้าชมคลื่น” เป็นอาคารที่พักสวัสดิการ ทอ.อ่าวมะนาว ซึ่งเป็นที่พักเดียวบนอ่าวนี้ วิวสวย บรรยากาศดี สถานที่สะอาด ซึ่งถ้าวันไหนอากาศดี ฟ้าเปิด คุณก็สามารถรับแสงแรงแห่งวันกันที่หน้าห้องพักได้เลย เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าพักได้ สอบถามรายละเอียดโทร. 0 3266 1088-9

โปรแกรมทริปนี้เราจัดแบบชิลๆ 3 วัน 2 คืน โดยวันแรกเราออกเดินทางตอนสายๆ ขับรถมาทางถนนพระราม 2 แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางเส้นทางลัดสายบางตะบูน (เส้นทางนี้เราเคยพาคุณผู้อ่านมาเที่ยวชมนาเกลือเมื่อเดือนพฤษภาคม) แวะทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารซีฟู้ดริมปากอ่าว จากนั้นก็ขับต่อไปยังอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และเข้าอำเภอหัวหิน อำเภอแรกที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เราขับเลยเข้าไปในเขตอำเภอหัวหินเพื่อที่จะแวะถ่ายรูปอุทยานราชภักดิ์ พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ไทย 7 พระองค์ เมื่อถ่ายรูปเสร็จสรรพจบกระบวนการ จากนั้นก็มุ่งหน้าลงใต้สู่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้เวลาเดินทางจากจุดนี้ประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ แวะกินแวะเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็ค่ำมืดกว่าจะถึงที่พัก หลังทานมื้อค่ำเสร็จต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันเข้านอนเพื่อเตรียมพร้อมลุยกับโปรแกรมเที่ยว เที่ยว เที่ยว ในวันพรุ่งนี้

DSCF1586-2 IMG_0950-2 IMG_0953-2 IMG_0962-2 P1010612-2 P1010619-2 P1010630-2 P1010789-2
วันที่สองเราตื่นมาตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นริมขอบฟ้ากันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ซึ่งท้องฟ้าก็เป็นใจสุดๆ เราจึงได้ภาพสวยๆ มาฝากคุณผู้อ่านกัน จากนั้นก็ไปรับประทานอาหารเช้า ถ่ายภาพบรรยากาศฟ้าสวยทะเลใสหน้าที่พัก ช่วงที่เราไปเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการปิดภาคเรียน การมาเที่ยวแบบครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย หรือเพื่อนฝูงกลุ่มนักเรียนจึงมีให้เราเห็นโดยทั่วไป

บริเวณอ่าวมะนาวแห่งนี้มีกิจกรรมกลางแจ้งให้เราได้ออกแรงพอเหนื่อยทั้งว่ายน้ำ วอลเล่ย์บอลชายหาด บานาน่าโบ๊ท หรือจะออกไปดำน้ำ นั่งเรือเที่ยวชมเกาะต่างๆ บริเวณใกล้เคียงก็มี ทุกอย่างราคาไม่แพง สมเหตุสมผล ขนาดเตียงผ้าใบริมหาดยังตัวละ 10 บาทเอง นั่งได้ตลอดทั้งวัน และสำหรับน้องๆ หนูๆ ที่รักสัตว์ที่นี่ก็มี “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กองบิน 5” สามารถฝึกขี่ม้า ให้อาหารสัตว์ แพะ กวาง นกกระจอกเทศ และกระต่ายได้ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

P1010559-2 P1010561-2 P1010567-2 P1010572-2 P1010580-2 P1010610-2

เราเลือกที่จะไปเที่ยวทางตำบลคลองวาฬก่อน เพราะถ้าขึ้นไปบนเขาช่องกระจกตอนนี้ถ่ายรูปจะไม่สวย ภาพจะย้อนแสง ดังนั้นจุดหมายต่อไปคือ “อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ” ตั้งอยู่ที่ 181 หมู่ 4 ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากอ่าวมะนาวประมาณ 5-6 กิโลฯ

“หว้ากอ” เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ 18 สิงหาคม 2411 ซึ่งได้ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าถึง 2 ปี จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ภายในบริเวณประกอบไปด้วย “พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4” ซึ่งจุดที่ตั้งอนุสาวรีย์นั้น เคยเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับขณะทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ใกล้กันจะเป็น “อาคารดาราศาสตร์และอวกาศ” มีอาคาร 3 หลังเขื่อมต่อกัน คือ พันทิวาทิตย์ พันพินิตจันทรา และดาราทัศนีย์ จัดแสดงเกี่ยวกับพระอัจฉริยะภาพของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 9 ตลอดจนนิทรรศการดาราศาสตร์ เทคโนโลยีและอวกาศ เมื่อเราขับรถผ่านด้านหน้าซุ้มประตูทางเข้าจะเห็นอาคาร “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หว้ากอ” ซึ่งรวบรวมสัตว์น้ำนานาชนิดทั้งน้ำจืด น้ำเค็มและน้ำกร่อย เพื่อให้เราได้ศึกษาเรียนรู้และสัมผัสถึงความมหัศจรรย์ของโลกใต้ท้องทะเลในอุโมงค์ปลาและบิ๊กแทงค์ (อุโมงค์ปลาปิดปรับปรุง เปิดให้เข้าชมอีกครั้งปลายเดือนพฤศจิกายน 2558) เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น. ค่าเข้าชม เด็ก (สูงไม่เกิน 120 ซม.) 20 บาท ผู้ใหญ่ 30 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0 3266 1098, 0 3266

P1010296-2 P1010315-2 P1010328-2 P1010333-2 P1010335-2 P1010340-2

P1010280-2 DSCF1598-2 DSCF1601-2 DSCF1620-2 DSCF1625-2

จากนั้นเราขับรถมายังหมู่บ้านชาวประมงคลองวาฬ จุดนี้เราจะได้เห็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของคนท้องถิ่น มีร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านกาแฟ ร้านขายของฝากของที่ระลึกผลิตภัณฑ์จากท้องทะเล ทั้งปลาหมึกแห้ง ปลากรอบ กุ้งแห้ง สารพัดสิ่ง หาซื้อติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้าน แถมยังเป็นการอุดหนุนสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับชุมชนอีกด้วย จุดนี้ถือเป็นจุดชมวิวปากอ่าวที่มีภูเขาคลองวาฬเป็นนักแสดงนำ ลมทะเลพัดโชยให้เย็นกาย และยิ่งสบายใจเมื่อมองไปสุดขอบฟ้าแบบปล่อยวาง … โปร่ง โล่ง ว่าง สุข สงบ เป็นวิธีการชาร์ตแบตฯแบบธรรมชาติบำบัดจริงๆ

DJI_0044.MOV.Still001-2 P1010525-2 P1010530-2

จากนั้นเราขับกลับเข้ามายัง กองบิน 5 อีกครั้ง ผ่านหน้าที่พักฟ้าชมคลื่น และขับเลาะไปทางขวามือเลียบชายฝั่งทะเลเพื่อไปยัง “อุทยานประวัติศาสตร์กองบิน 5” แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติสาสตร์ ความสำคัญของสถานที่นี้คือ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นซึ่งมีกำลังพลประมาณ 4,000 คน พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์เต็มกำลัง ได้ลอบยกพลขึ้นบกและปะทะกับกำลังพลทหารอากาศ กองบินน้อยที่ 5 ข้าราชการและพลเรือนชาวประจวบคีรีขันธ์อย่างดุเดือด ทำให้มีข้าราชการและพลเรือนเสียชีวิตถึง 42 คน ทางรัฐบาลไทยจึงขอยุติการสู้รบและจับมือเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2

P1010823-2 P1010826-2 P1010828-2 P1010846-2 P1010848-2 P1010855-2 P1010868-2

และเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติการต่อสู้ที่กล้าหาญในครั้งนั้นจึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์วีรชน 8 ธันวาคม 2484, แท่นหินแกะสลัก (ทำจากหินทราย ขนาด 1 x 2.50 x 9.30 เมตร) จารึกเรื่องราวการสู้รบของทหารอากาศ กองบินน้อยที่ 5, อนุสรณ์สถานรายนามผู้เสียชีวิต, จุดลงนามสงบศึก ซึ่งเป็นชิ้นงานประติมากรรมสมัยใหม่ ลักษณะเสาเวียนเป็นรูปก้นหอยแสดงให้เห็นถึงความกลมเกลียว โดยมีสีเงินและสีทองของเสาสื่อถึงความงดงามเรืองรองที่เกิดขึ้นได้จากความสงบ นอกจากนี้ยังมีอาคารพิพิธนิทัศน์ และอาคารประวัติศาสตร์ จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0 3261 1017 ต่อ 60202, 0 3260 1838
จากจุดนี้ไปไม่ไกลนัก บริเวณเชิงเขาล้อมหมวกเป็นที่ตั้งของ “ศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธามาช้านานของชาวกองบิน 5 และชาวประจวบคีรีขันธ์ เชื่อกันว่า ถ้าเราทำอะไรที่ถูกที่ควร และมาขอพรจากท่านสิ่งเหล่านั้นก็จะประสบความสำเร็จดั่งใจหวัง
ด้านข้างศาลเจ้าพ่อฯ ทั้งสองฝั่งจะมีค่างแว่นอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าตระกูลลิง มีนิสัยเรียบร้อยไม่ดุร้าย สามารถให้อาหาร ยืนถ่ายรูปใกล้ๆ ได้ไม่อันตราย

IMG_1037-2 IMG_1038-2 IMG_1032-2 DSCF1666-2 DSCF1677-2 DSCF1683-2 DSCF1686-2

เสร็จจากจุดนี้ก็ประมาณบ่ายสามโมงนิดๆ เราก็ขับรถไปเที่ยวต่อยังจุดไฮไลท์ที่เป็นแรงบันดาลใจของการเที่ยวทริปนี้ นั่นคือ “เขาช่องกระจก” เป็นภูเขาขนาดย่อมสูง 245 เมตร อยู่ริมปากอ่าว ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดธรรมิการามวรวิหาร สามารถจอดรถในบริเวณวัดได้ แค่มองเห็นทางขึ้นไกลๆ กับบันไดเพียง 396 ขั้นก็ขาสั่นขึ้นมาทันที แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว สู้ๆ

ตลอดทางเดินขึ้นเขาเราจะเห็นเจ้าถิ่นอย่าลิงแสมวิ่งเล่นตรงโน้น โผล่มาช่องนี้ บ้างก็นั่งตรงขั้นบันได หรือนอนชิลๆ ตรงจุดพักเหนื่อย เค้าไม่ดุอะไรมาก เพียงแต่อย่ามองหน้า อย่าพกของกินหรือน้ำดื่มพะรุงพะรังให้เห็น ถ้าจะพกน้ำดื่มขึ้นไปก็ให้ใส่ไว้ในกระเป๋าให้มิดชิด เพราะลิงที่นี่เยอะ ค่อนข้างอดอยาก ถ้ามีโอกาสมาแล้วก็อย่าลืมให้ทาน ซื้ออาหารให้พวกมันกินด้วยนะ … เดินไป พักไป แวะถ่ายรูปบ้าง แอบมองลิงบ้าง ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายปลายทาง เย้ๆ ! เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่แลกกับวิวที่ได้เห็น พูดเลย.. “คุ้มมาก” จุดนี้เราจะได้ชมวิวถึงสามอ่าว ได้แก่ อ่าวน้อย อ่าวประจวบฯ และอ่าวมะนาว

P1010635 P1010637 P1010658 P1010674 P1010688 P1010712 P1010719 P1010715 P1010731 P1010734 P1010744

IMG_0968 P1010704

ข้างบนนี้จะมีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ในรัชกาลปัจจุบัน และวันที่ 12 มิถุนายน 2501 ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินถึงพิธีมณฑล เวลา 7.30 น. แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นบันไดไปยังพระเจดีย์บนยอดเขา และทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบนบุษบกในประเจดีย์ ต่อจากนั้นทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ฐานพระโพธิ์บนยอดเขานี้ ซึ่งนำความปลาบปลื้มใจให้แก่ชาวประจวบคีรีขันธ์อย่างหาที่สุดมิได้

เดินไป ถ่ายรูปไปได้สักระยะหนึ่งก็ถึงเวลาลงเขากันแล้ว เพราะเย็นนี้เราจองเรือตกหมึกไว้ ซึ่งจะออกจากฝั่งเวลา 6 โมงเย็น และกลับมาประมาณ 4 ทุ่ม ราคาลำละ 1,500 บาท นั่งได้ 8 คน เป็นการเปิดประสบการณ์แปลกใหม่ครั้งแรกของเราเลยที่ได้มีโอกาสตกหมึกเองกับมือ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เราไปกัน 5 คน รวมพี่คนขับเรือด้วย ได้มาประมาณกิโลฯ กว่าๆ บางคนได้หลายตัว บางคนก็ได้แค่หนึ่งถึงสองตัว แต่ก็จับกันได้ทุกคน พี่คนขับเค้าสอนให้เรานั่งดึงเส้นเอ็นขึ้น-ลงเรื่อยๆ ไม่ต้องเร็วมาก ด้านปลายเส้นเอ็นจะเป็นเบ็ดซึ่งเกี่ยวเหยื่อปลอมเอาไว้ หลอกล่อปลาหมึกว่ามันคือปลาที่กำลังว่ายน้ำอยู่ จากนั้นมันก็จะใช้หนวดของมันหุบมาที่เบ็ดเราพอหน่วงๆ ให้เราสาวเส้นเอ็นขึ้น (อย่าเร็วมากเดี๋ยวหลุด) ดึงแขนตึงให้ห่างจากกาบเรือ เพราะเมื่อปลาหมึกขึ้นจากน้ำ มันจะพ้นน้ำและหมึกออกมาประมาณ 2-3 ครั้ง เสร็จสรรพก็เทใส่ถังที่เตรียมไว้เป็นอันจบ หย่อนเบ็ดลงน้ำใหม่ นั่งมองฟ้า นั่งมองน้ำ เม้าท์กันบ้างแก้เหงา ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย คลื่นทะเลสงบ … ง่วงแล้วอะ! ประมาณสามทุ่มเลยบอกให้พี่เค้าพากลับฝั่ง ไปหามื้อเย็นกินก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อน ส่วนปลาหมึกนั้นให้พี่เค้าฟรีซแช่แข็งไว้ให้ใส่ลังโฟม แล้วพากลับมาหม่ำที่กรุงเทพฯ สนใจติดต่อตกหมึกได้ที่ คุณพี่ปรีดา โทร. 08 9005 0819

P1010817-2 P1010814-2

 

เช้าวันสุดท้ายตื่นสายนิดนึง เตรียมข้าวของเช็คเอ้าท์จากโรงแรมหลังจากอิ่มมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เรามาแวะเดินเล่นดูอาหารทะเลสดๆ ตลาดเช้าของที่นี่ ราคาถูกมาก แถมได้ของดีมีคุณภาพอีกด้วย ซื้อโน่น ซื้อนี่กันพอประมาณแล้วก็บ๊ายบายอำลาทริปทะเล และไปปิดทริปจบท้ายกันที่ “ด่านสิงขร” อยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 18 กิโลฯ แวะดูต้นไม้ ดอกไม้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของพม่า ทั้งแป้ง ทั้งครีม ทั้งเครื่องประดับ สวยคบเซ็ตกันไปเลย หรือถ้าใครชอบเฟอร์นิเจอร์แนวไม้ๆ ก็ลองไปเดินเล่นดูได้ ถูกใจมีบริการส่งให้ถึงที่ คิดราคาค่าส่งนิดหน่อยตามแต่จะตกลงกัน

เป็นไงกันบ้างคะ อ่านจบถึงตรงนี้ รู้แล้วหรือยังว่าทำไมเมืองนี้ถึงน่าหลงเสน่ห์ยิ่งนัก ผู้คนอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เมืองก็สะอาดสะอ้าน ราคาสินค้า อาหารต่างๆ ถือว่าไม่แพงเลย สถานที่ท่องเที่ยวก็มีให้เราเที่ยวแบบคุ้มค่า ไม่ใช่แค่มาเปลี่ยนสถานที่นอนเฉยๆ … เราหวังว่า อำเภอเมืองประจวบฯ กับเส้นทางท่องเที่ยวที่เราแนะนำคุณผู้อ่านในฉบับนี้ จะไม่เป็นเพียงแค่เส้นทางผ่านเพื่อมุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่าน้อยๆ ก็ยังมีความสวย ความสุข และความสนุกรอต้อนร้บนักท่องเที่ยวเช่นคุณอยู่เช่นกัน

P1010407 P1010388 P1010415 P1010423

P1010412 P1010413

การเดินทาง

  • ทางรถยนต์
    จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) ผ่านสมุทรสงครามแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านเพชรบุรีเข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านพุทธมณฑล นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ถึงประจวบคีรีขันธ์ รวมระยะทาง 281 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
  • รถโดยสารประจำทาง
    จากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ถนนบรมราชชนนี) สายใต้ ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี มีบริการรถโดยสารสายกรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์ กรุงเทพฯ-หัวหิน กรุงเทพฯ-ปราณบุรี และกรุงเทพฯ-บางสะพาน เป็นประจำทุกวัน สอบถามรายละเอียดและตารางเวลาเดินรถเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1490 เรียก บขส.

3,387 total views, 5 views today

Comments

About Author

Comments are closed.